การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทย ค.ศ. 2000

จิราภรณ์ จุธากรณ์, พิศ คงบริรักษ์ และ ชุติมา คตสุก (2545)

บทคัดย่อ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้มีการศึกษาเกี่ยวกับอุณหภูมิ ปริมาณฝน ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละป ีมีความผันแปรแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณของภูมิภาค เนื่องจากลักษณะการผันแปรของอากาศในบรรยากาศ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนทางฟิสิกส์ ผลการศึกษาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 - 2000 พบว่าลักษณะของการเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น บริเวณซีกโลกเหนือ จะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูงขึ้น มากกว่าทางซีกโลกใต้เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นพื้นแผ่นดิน ส่วนซีกโลกใต้เป็นพื้นน้ำ สำหรับปริมาณฝนของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ในซีกโลกเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นแผ่นดินปริมาณฝนเปลี่ยนแปลง ในทางเพิ่มขึ้นแต่ก็น้อยกว่าทางซีกโลกใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลง ของฝนมากเมื่อเทียบกับค่าปกติ (ค.ศ. 1961 - 1990) และในปี ค.ศ. 2000 เป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยในคาบ 50 ปี (ค.ศ. 1951 - 2000) ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางมีแนวโน้มลดลง ส่วนภาคตะวันออก และภาคใต้ทั้งสองฝั่งมีแนวโน้มสูงขึ้น ในปี ค.ศ. 2000 ภาคเหนือและภาคกลางมีอุณหภูมิเฉลี่ยลดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ทั้งสองฝั่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนภาคตะวันออกมีอุณหภูมิสูงกว่าเกณฑ์ปกติ

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูงสุด เฉลี่ยของประเทศไทยในคาบ 50 ปี (ค.ศ. 1951 - 2000) มีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งประเทศ สำหรับปี ค.ศ. 2000 ภาคเหนือมีอุณหภูมิต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ส่วนภาคอื่น ๆ มีอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปกติ

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยของประเทศไทยในคาบ 50 ปี (ค.ศ. 1951 - 2000) มีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งประเทศ โดยเฉพาะปี ค.ศ. 2000 ทุกภาคของประเทศไทยมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ปกติ

การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนของประเทศไทยในคาบ 50 ปี (ค.ศ. 1951 - 2000) มีแนวโน้มลดลง แต่ในปี ค.ศ. 2000 ปริมาณฝนทั้งประเทศอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าค่าปกติ และพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยปีนี้มีจำนวน 3 ลูก ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ตามที่ได้เคยมีการศึกษา ค.ศ. 1994 พบว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 70.77 ของก๊าซที่มีการปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศ ก๊าซที่มีการปลดปล่อยเป็นอันดับรองลงมาคือ มีเทน คิดเป็นร้อยละ 23.18 และไนตรัสออกไซด์ คิดเป็นร้อยละ 6.05 ตามลำดับ ซึ่งสาขาที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีปริมาณมากที่สุด คือ สาขาพลังงาน ส่วนสาขาเกษตร ปศุสัตว์ ป่าไม้ ฯลฯ ก็มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับรองลงมา เป็นต้น